Sign up for PayPal and start accepting credit card payments instantly.

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
Everything we sale..Special price for our customer. (^__^)

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี (Phrasrirattana mahathat Temple, Suphanburi)


รูปที่ 1 ป้ายวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

ที่ตั้ง
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์กลางของเมืองโบราณสุพรรณบุรี ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี ด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นวัดมีความสำคัญและอยู่คู่บ้านคู่เมืองสุพรรณมาแต่ตั้งสมัยอดีต มีอายุไม่ต่ำกว่า ๖๐๐ ปี


สาระสำคัญ
ไม่มีหลักฐานแน่ชัดที่ระบุว่าสร้างขึ้นเมื่อใด ภายในวัดประกอบไปด้วยโบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่ พระปรางค์ ดังรูปที่ 2 เป็นเจดีย์ประธานของวัดศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม จำนวน 2 องค์ ดังรูปที่ 3 ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของพระปรางค์ อุโบสถ วิหารน้อย และซากเจดีย์รายจำนวน 2 องค์ บริเวณด้านทิศตะวันตกของพระปรางค์ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปหินทรายอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ภายในวิหารด้านหน้าพระปรางค์







รูปที่ 2 พระปรางค์














รูปที่ 3 เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม



ลักษณะทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของพระปรางค์


ตัวพระปรางค์ ก่อด้วยอิฐสอดิน ผิวด้านนอกฉาบปูนส่วนฐานทำเป็นชุดฐานบัวลูกฟัก สี่เหลี่ยมย่อมุมซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป 4 ชั้น รองรับองค์เรือนธาตุ ลักษณะมุมมีมุมประธานซึ่งมีขนาดใหญ่อยู่กลาง มุมย่อยซึ่งมีขนาดใหญ่อยู่กลาง มุมย่อยซึ่งมีขนาดเล็กกว่าขนาบทั้งสองข้าง องค์เรือนธาตุสอบโค้งเข้าหาส่วนบน ย่อมุมรับกับส่วนฐาน มีมุมซุ้มจระนำทั้ง 4 ด้าน เฉพาะด้านทิศตะวันออกทำเป็นคูหา ประดิษฐานพระปรางค์จำลอง ผนังห้องคูหาทั้ง 3 ด้านฉาบปูนเรียบ เพดานบุด้วยแผ่นไม้กระดาน และมีบันไดขึ้นสู่คูหาเพียงด้านเดียว หน้าบันเรือนธาตุทำเป็นซุ้มลดซ้อนกัน 2 ชั้น ประดับลวดลายปูนปั้นเป็นรูปมกรและนาค บริเวณชั้นบัวรัดเกล้าปรากฏรูปเทพพนมระหว่างมกรและนาค บริเวณชั้นบัวรัดเกล้าปรากฏลวดลายปูนปั้นเป็นรูปอุบะและกลีบบัว อันเป็นแบบประเพณีนิยมสมัยอยุธยาตอนต้นสามารถเปรียบเทียบได้กับชั้นบัวรัดเกล้าที่พระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เหนือขึ้นไปเป็นชั้นเชิงบาตรครุฑแบก ยักษ์แบก แต่ปัจจุบันปรากฏเพียงปูนปั้นรูปยักษ์บริเวณมุมย่อยเท่านั้น นอกจากนี้บริเวณหน้ากระดานของวิมานชั้นแรกยังปรากฏลวดลายปูนปั้นเป็นรูปหงส์ รูปใบไม้ ในกระจกอีกด้วย


ส่วนยอดพระปรางค์ ประกอบด้วยชั้นวิมานจำลองซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป 7 ชั้น สอบโค้งเข้าหาปลาย บริเวณมุมและด้านประดับด้วยกลีบขนุนและซุ้มบันแถลง ยอดพระปรางค์ประดังด้วยนภศูล เมื่อ พ.ศ. 2456 ในคราวขุดกรุพระปรางค์วัดนี้ได้พบจารึกลานทองหลายลานด้วยกัน ที่สำคัญคือ จารึกที่กล่าวถึงกษัตริย์สองพระองค์ที่ทรงสร้างและทรงซ่อมพระปรางค์องค์ดังกล่าวไว้ด้วย (จารึกหลักที่ 47) ) ซึ่งอายุของจารึกลานทองแผ่นนี้ นักภาษาโบราณหลายท่าน ( ก่องแก้ว วีรประจักษ์, เทิม มีเต็ม , อุไรศรี วรศะริน ) ให้ความเห็นว่า อักษรในจารึกลานทองแผ่นนี้เป็นรูปอักษรในราวพุทธศตวรรษที่ 24 สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่เมื่อพิจารณาตามข้อความในจารึกและพระนามพระมหากษัตริย์แล้วจะเห็นว่าเป็นพระนามกษัตริย์ในสมัยอยุธยา ขัดกันกับรูปอักษรมาก ในขณะที่พิจารณาทางรูปแบบศิลปกรรมศิลปกรรมขององค์ปรางค์ก็เป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยา จึงมีทางเป็นไปได้ว่า จารึกลานทอง หลักที่ 47 วัดพระศรีรัตนมหาธาตุนี้เป็นจารึกที่สร้างขึ้นใหม่ โดยใช้อักษรข้อความลอกเลียนแบบจารึกของเดิมซึ่งชำรุด


ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๓ ฝ่ายวิชาการ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้ดำเนินงานขุดค้นบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พบว่าบริเวณดังกล่าวนี้ปรากฏร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ในอดีตมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗



แหล่งที่มาของข้อมูล : http://www.fad2.go.th/webpage/watprasri.htm (Sep.11-09)

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Unseen in Thailand- Suphanburi History


ประวัติความเป็นมาของ
จังหวัดสุพรรณบุรี


ถ้าให้คุณ (นักท่องเที่ยว) ลองหลับตาและนึกถึงชื่อจังหวัดที่มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยเรามาตั้งแต่สมัยโบราณ หรือจะเป็นในเรื่องของคำขวัญประจำจังหวัดที่ว่า "เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรมสูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน ภาษาถิ่นชวนฟัง" เชื่อแน่ว่า “จังหวัดสุพรรณบุรี” ต้องเป็นหนึ่งในจังหวัดที่อยู่ในใจของคุณเป็นแน่คราวนี้เราลองมาทำความรู้จักกับจังหวัดสุพรรณบุรีกันให้มากกว่านี้ โดยการแบ่งภาคทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยที่กำหนดไว้ในอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ของราชบัณฑิตสถาน เล่ม 1 ปี 2525 จังหวัดสุพรรณบุรีตั้งอยู่ในเขตภาคกลางของประเทศไทย [1] ปัจจุบันมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 5,358 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ มีประชากร 855,825 คน (พ.ศ.2550) มากเป็นอันดับที่ 26 ของประเทศไทย [2] ซึ่งชื่อจังหวัดว่าสุพรรณบุรีนั้นแต่เดิมไม่ใช่ชื่อนี้เดิมมีชื่อว่า “ทวารวดีศรีสุพรรณภูมิ หรือ พันธุมบุรี” โดยจากหลักฐานทางโบราณคดีที่ถูกค้นพบมีอายุไม่ต่ำกว่า 3,500-3,800 ปี และในส่วนของโบราณวัตถุที่ถูกขุดพบนั้นมีตั้งแต่ยุคหินใหม่ ยุคสำริดและยุคเหล็กราว 2,500 ปี จนล่วงเข้าสู่ยุคสุวรรณภูมิ ฟูนัน อมรวดี ทวารวดี ลพบุรี อู่ทอง อยุธยาจนถึงปัจจุบัน (กรุงรัตนโกสินทร์) จึงถือได้ว่าจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นเป็นเมืองโบราณเมืองหนึ่งของประเทศไทย

ย้อนหลังไปราวปี พ.ศ. 1113 หลังจากพวกไทยเมืองละโว้ได้กู้อิสรภาพอาณาจักรสุวรรณภูมิซึ่งมีนครปฐมเป็นราชธานีคืนจากพวกจีนและเขมร แล้วเริ่มการทำนุบำรุงบ้านเมืองจนมีความเจริญรุ่งเรืองและตั้งชื่ออาณาจักรใหม่ว่า “อาณาจักรทวารวดี” ซึ่งอาณาจักรนี้ได้เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงสมัยอู่ทอง และด้วยสภาพความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้น้ำท่าไม่อุดมสมบูรณ์ (กันดารน้ำ) เหมือนในอดีตทำให้พระยาพานทำได้เพียงซ่อมแซมองค์พระปฐมเจดีย์แล้วพาไพล่พลมาสร้างเมืองใหม่ “เมืองพันธุมบุรี” (ถูกจารึกชื่อไว้ในพงศาวดารเหนือ) ขึ้นมาแทน ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำสุพรรณ (ท่าจีน) ระหว่างปี พ.ศ. 1420-1425 และได้ครองเมืองนี้จนสวรรคตและมีกษัตริย์ปกครองติดต่อกันเรื่อยมา จนในราวปี พ.ศ. 1459 พระพรรษาได้ครองราชย์แทนแต่ก็เสด็จไปครองเมืองอู่ทองซึ่งใหญ่กว่าทำให้เมืองอู่ทองจึงเป็นราชธานี และเหตุการณ์ต่อมาจากนั้นของเมืองพันธุมบุรีได้เงียบหายไปถึงสองศตวรรษจนในราวปี พ.ศ. 1706 บ้านเมืองเกิดการจลาจลขึ้นพระเจ้ากาแต (เชื้อสายมอญ) ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เมืองอู่ทองแล้วได้ย้ายราชธานีกลับมาอยู่ที่เมืองพันธุมบุรี (ทางฝั่งขวาของแม่น้ำท่าจีน) และได้มอบหมายให้มอญน้อย (พระญาติ) ออกไปสร้างวัดสนามไชยและทำการบูรณะวัดป่าเลไลยก์ (ซึ่งเป็นวัดที่ถูกสร้างขึ้นปี พ.ศ.1369 ในสมัยพระเจ้าสุวรรณราชาผู้ครองเมืองทวารวดี) ภายหลังที่ได้มีการบูรณะวัดแล้วทางราชการเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้วก็ชักชวนกันออกบวชถึง 2,000 คน จึงขนานนามชื่อเมืองใหม่ว่า “สองพันบุรี” (ตามการสันนิษฐานเมืองใหม่ "สองพันบุรี" นั้นคือฝั่งตะวันออกของแม่น้ำท่าจีนเพราะพบหลักฐานทางด้านโบราณคดีหลายอย่าง) ซึ่งพระองค์อยู่ในสิริราชสมบัติ 40 ปี จึงเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 1746 (จุลศักราช 566 ขาล เบญจศก) หลังจากที่พระเจ้ากาแตสวรรคตไม่มีผู้ใดสืบราชสันติวงศ์ พระยาสร้อยซึ่งเป็นกษัตริย์เมืองเหนือเวียงชัยนารายณ์ กับพระเชษฐาได้พาไพร่พลลงมาจากเมืองศรีสัชนาลัยเข้าตั้งชุมชนที่เมืองสองพันบุรี โดยเมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์บ้านเมืองสงบดีแล้วจึงทรงย้ายไปตั้งเมืองใหม่ยังเมืองอู่ทองทางท้ายเมืองฝั่งใต้โดยข้ามไปอยู่ฝั่งตะวันตกที่ตำบลรั้วใหญ่อีกครั้งทำให้เมืองนี้จึงได้ชื่อใหม่ว่า “อู่ทอง” พระเจ้าอู่ทองได้ปกครองเมืองอู่ทอง-สุพรรณภูมิ หรืออโยธยาเรื่อยมา จวบจนปี พ.ศ. 1493 พระเจ้าอู่ทองรัชกาลที่ 4 ได้พาไพร่พลไปสถาปนากรุงศรีอยุธยา และมอบเมืองให้ขุนหลวงพะงั่ว (พี่มเหสี) ขึ้นครองเมืองสองพันบุรีแทนและต่อมาได้ย้ายไปครองเมืองอู่ทองแต่ต่อมาในภายหลังเมืองอู่ทองต้องกลายเป็นเมืองร้างเพราะความเปลี่ยนแปลงของภัยธรรมชาติทำให้แม่น้ำจระเข้สามพันเปลี่ยนทางเดินของกระแสน้ำและทำให้แม่น้ำตื้นเขินลงอีกทั้งยังเกิดโรคอหิวาตกโรค (โรคห่า) ซึ่งเป็นโรคระบาดในสมัยนั้น ทำให้ขุนหลวงพะงั่วตัดสินใจย้ายกลับมาประทับที่เมืองสองพันบุรีและต่อมาได้ทำการเปลี่ยนชื่อเมืองนี้เสียใหม่ว่า “เมืองสุพรรณบุรี” ในปี พ.ศ. 1890 และถูกเรียกมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ. 2438 ได้มีการปกครองมณฑลแบบเทศาภิบาล เมืองสุพรรณบุรีก็ถูกรวมอยู่ในมณฑลนครชัยศรี ซึ่งประกอบไปด้วย เมืองนครชัยศรี สุพรรณบุรีและสมุทรสาคร จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2456 ได้มีการเปลี่ยนจากชื่อเมืองมาเป็นชื่อจังหวัด ทำให้เมืองสุพรรณบุรีที่ถูกเรียกกันมาในอดีตนั้นจึงเป็น “จังหวัดสุพรรณบุรี” จนถึงทุกวันนี้ [2,3,4]

ตั้งแต่อดีตที่เมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญมากและเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่มีความสำคัญในสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีต้องผ่านศึกสงครามมาหลายต่อหลายครั้งและในปี พ.ศ. 2134 สงครามยุทธหัตถีครั้งสำคัญที่พวกเราชาวไทยไม่เคยลืมเลือน คือการกอบกู้เอกราชไทยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา ณ สมรภูมิดอนเจดีย์ และทุกวันที่ 18 มกราคมของทุกปีทางจังหวัดได้จัดให้มีงานเฉลิมฉลองพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ขึ้น เมืองสุพรรณบุรีมีศึกสงครามเรื่อยมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ในสมัยของรัชกาลที่ 6 เมืองสุพรรณบุรีได้รวมตัวกันขึ้นมาเป็นปึกแผ่นและตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำท่าจีน (แม่น้ำสุพรรณ) จนถึงปัจจุบันนี้
การเดินทางมาเที่ยวชมแหล่งประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นสามารถใช้เส้นทางในการเดินทางได้หลายเส้นทาง ทั้งรถยนต์ รถไฟ รถโดยสารประจำทาง โดยมีระยะทางประมาณ 107 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ[5] และสามารถสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เขต 6 [6]



เอกสารอ้างอิง
1. http://thai.tourismthailand.org/destination-guide/suphanburi-72-1-1.html, [26/6/2551]
2. http://th.wikipedia.org/wiki, [26/6/2551]
3. http://www.suphan.net/th/about.html, [26/6/2551]
4. http://www.geocities.com/suphantown/history.html?200826, [26/6/2551]
5. http://www.suphanburi.go.th, [26/6/2551]
6.
http://www.tat.or.th/central6, [26/6/2551]

ผู้ติดตาม (Follower)